KMITL Expo 2026 LogoKMITL 66th Anniversary Logo

ความแปรผันภายในชนิดของปลากระเบน Brevitrygon heterura (Chondrichthyes: Dasyatidae) ในบริเวณอ่าวไทย

รายละเอียด

ปลากระเบนตุ๊กตา (Brevitrygon heterura) เป็นปลากระเบนที่พบได้บ่อยในตลาดท้องถิ่น แต่เช่นเดียวกับปลากระเบนชนิดอื่นๆ ปลากระเบนตุ๊กตาก็เผชิญกับการคุกคามจากการประมงเกินขนาดและการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย ดังนั้น การระบุชนิดของปลาที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เนื่องจากมาตรการอนุรักษ์อาจแตกต่างกันตามชนิดของปลา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแปรผันทางลักษณะภายนอกของ B. heterura ในอ่าวไทยโดยการศึกษาทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์พันธุกรรม ในระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงกุมภาพันธ์ 2566 ได้เก็บตัวอย่างจำนวน 49 ตัวอย่างจากท่าเรือที่จอดเรือ พบว่ามีสองกลุ่มที่แตกต่างกันตามลักษณะทางสัณฐานวิทยาโดยพิจารณาจาก 40 สัดส่วน ตัวอย่างจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช และสงขลา ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม A มักมีความยาวปากยาวกว่าตัวอย่างจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม B ตามลักษณะทางสัณฐานภายนอกที่ใช้ในการระบุชนิดของปลา มีสัดส่วนทางสัณฐานวิทยา สาม สัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม B ลักษณะหลักที่อธิบายความแปรผันภายในชนิดระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม B จะได้รับการอภิปรายเพิ่มเติม การศึกษารหัสพันธุกรรมดีเอ็นเอบาร์โค้ดจากชิ้นส่วนของยีน cytochrome c oxidase subunit I (COI) จากตัวอย่าง 41 ตัวอย่างจากกลุ่ม A และ 8 ตัวอย่างจากกลุ่ม B พบว่าเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของลำดับรหัสพันธุกรรม (p-distance) ระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม B อยู่ที่ 0.0-2.5 การศึกษานี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความแปรผันของรูปแบบและพันธุกรรมของ B. heterura ในอ่าวไทย

วัตถุประสงค์

ปลากระเบนสกุล Brevitrygon เป็นกลุ่มปลากระเบนที่จัดอยู่ในชั้น (class) Chondrichthyes อันดับ Myliobatiformes จัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกอ่อน สามารถพบได้ ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อยและทะเล ลักษณะส่วนใหญ่ของปลาอันดับนี้ ครีบอกจะแผ่ออกทางด้านข้าง ลำตัวค่อนข้างแบนลงคล้ายกับจาน มีเหงือกจำนวน 5 คู่อยู่ล่างของลำตัวช่วงส่วนหัวบริเวณที่ต่อจากส่วนท้ายตาจะมีช่องสำหรับน้ำเข้า (spiracle) ในแต่ละวงศ์ (family) จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน ปลากระเบนสกุล Brevitrygon จัดอยู่ ในวงศ์ Dasyatidea ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่หางยาวคล้ายแส้ ปลากระเบนสกุลนี้จากการศึกษามีทั้งหมด 4 ชนิด (Last et al. 2016) จากการรวบรวมข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า ปลากระเบนสกุล Brevitrygon สามารถเจอใน ประเทศไทย 2 ชนิด ได้แก่ ปลากระเบนตุ๊กตา (B. heterura) และกระบาง (B. imbricata) (Last et al. 2016) โดยปลากระบางสามารถพบที่ทะเลฝั่งอันดามันเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับปลากระเบน ตุ๊กตาที่จะพบได้ทั้งบริเวณฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน แต่จากการรวบรวมรายงานข้อมูลปลากระดูกอ่อน ที่พบในน่านน้ำไทยและน่านน้ำใกล้เคียงโดยมีการจัดลำดับทางอนุกรมวิธาน (ทัศพล และคณะ, 2562) ได้พบว่ามีการเจอปลา กระเบนที่มีลักษณะที่คล้ายคลึง (Look- alike species) กับปลากระบางอาศัยใน บริเวณอ่าวไทย จึงได้มีการเรียกชื่อปลากระเบนชนิดนี้ว่า B. cf. imbricate ดังนั้นจึงจ้าเป็นต้องมี การศึกษาเพื่อยืนยันชนิดของปลากระเบนสกุล Brevitrygon ที่พบในน่านน้ำไทย และเพื่อตรวจสอบและ เปรียบเทียบความแตกต่างของลักษณะทางอนุกรมวิธานจากสัณฐานวิทยาภายนอกของปลากระเบนสกุลนี้ จากการการสำรวจโดยกรมประมงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ไปจนถึง 2560 มีแนวโน้มที่มีการศึกษาและค้นพบ ปลากระดูกอ่อนชนิดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (Krajangdara, 2017) ตรงกันข้ามกับการศึกษา ชนิดของปลากระดูกอ่อนที่คล้ายคลึงกันในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มลดลงและไม่ได้รับความนิยม ทำให้ข้อมูลทางวิชาการด้านอนุกรมวิธานยังมีไม่เพียงพอ รวมไปถึงปลากระเบนสกุล Brevitrygon ที่เป็นปลากระเบนที่พบจำนวนมากในประเทศไทย แต่ยังมีความไม่ชัดเจนและคล้ายคลึงกันของลักษณะภายนอก ในแต่ละชนิดของปลา กระเบนสกุลนี้ ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบเพื่อยืนยันถึงสายพันธุ์ของปลากระเบน สกุลนี้เพื่อความถูกต้องของฐานข้อมูลในประเทศไทย การศึกษาในครั้งนี้จึงได้ทำการศึกษาการ อนุกรมวิธานทั้งลักษณะภายนอกและการวัดสัดส่วนในสัดส่วนต่าง ๆ ของปลากระเบนเพื่อเปรียบเทียบและหาความแตกต่างและนำเทคนิคทางชีวโมเลกุลมาศึกษาเพื่อตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของชนิดปลากระเบนในสกุลนี้ การศึกษาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญสำหรับงานด้านการอนุกรมวิธานเพื่อใช้ในการจัดการทรัพยากรปลากระเบนที่ไม่ได้รับความสนใจเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการอนุรักษ์และความหลากหลายของปลากระดูกอ่อน รวมไปถึงเพื่อยืนยันชนิดของปลากระเบนสกุล Brevitrygon ในประเทศไทย

นวัตกรรมอื่น ๆ

ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้า

วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม

ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้า

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนการจัดการของเสียจากม้า กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้า และความคิดเห็นต่อการใช้นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้า โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวผลิตจากของเสียจากม้า ซึ่งเป็นของเสียที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด มาผ่านกระบวนการหมักจนกลายเป็นปุ๋ยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีธาตุอาหารที่จะเป็นต่อพืช จากผลการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์ จากห้องปฏิบัติการปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีเกษตร สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พบว่า ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้านั้น มีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ สะท้อนถึงศักยภาพในการกำจัดของเสียจากม้า กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลม้า ประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์ และแนวทางเพิ่มคุณค่าเพื่อการขยายผลทางการตลาดเชิงพาณิชย์

การวิเคราะห์ทางจีโนมิกและการผลิตแบคเทอริโอซินแบบพลศาสตร์ของแบคเทอริโอซินที่อาจเป็นสารชนิดใหม่ DCR3-2 ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้ง Listeria monocytogenes โดยถูกสังเคราะห์จาก Lactococcus lactis subsp. hordinae DCR3-2 ที่แยกได้จากปูดองไทย

คณะวิทยาศาสตร์

การวิเคราะห์ทางจีโนมิกและการผลิตแบคเทอริโอซินแบบพลศาสตร์ของแบคเทอริโอซินที่อาจเป็นสารชนิดใหม่ DCR3-2 ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้ง Listeria monocytogenes โดยถูกสังเคราะห์จาก Lactococcus lactis subsp. hordinae DCR3-2 ที่แยกได้จากปูดองไทย

โรคลิสเตอรีโอซิส (Listeriosis) เป็นโรคที่เกิดจากอาหารซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงเกิน 30% โดยเกิดจากเชื้อ Listeria monocytogenes งานวิจัยนี้ได้ทำการประเมินแบคทีเรียกรดแลกติก (Lactic Acid Bacteria หรือ LAB) จำนวน 160 สายพันธุ์ที่แยกได้จากปูดองของไทย เพื่อตรวจสอบศักยภาพในการยับยั้ง L. monocytogenes รวมถึงคุณสมบัติของโพรไบโอติกและลักษณะทางโพรไบโอจีโนมิกส์ (Probiogenomic) ในกลุ่มสายพันธุ์เหล่านี้ สายพันธุ์ DRC3-2 มีฤทธิ์ในการผลิตแบคเทอริโอซิน DRC3-2 ซึ่งสามารถยับยั้ง L. monocytogenes ATCC 19115 ได้อย่างมีนัยสำคัญในการทดสอบแบบ spot-on-lawn การวิเคราะห์ทางฟีโนไทป์และจีโนมเผยให้เห็นว่าสายพันธุ์ DRC3-2 สามารถเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมที่มี NaCl 2-6% ค่า pH ระหว่าง 3 ถึง 9 และอุณหภูมิระหว่าง 25 ถึง 45°C จากการวิเคราะห์ค่า Average nucleotide identity (ANI) และ Digital DNA-DNA hybridization (dDDH) พบว่าสายพันธุ์ DRC3-2 ถูกจัดประเภทเป็น Lactococcus lactis subsp. hordinae การผลิตแบคเทอริโอซิน DRC3-2 จะสูงสุดในช่วงปลายของระยะ stationary phase หลังจากที่มีการสังเคราะห์ในช่วงต้นของระยะ exponential phase การวิเคราะห์ด้วย BAGEL4 พบว่าแบคเทอริโอซิน DRC3-2 ที่คาดว่าเป็นแบคเทอริโอซินชนิดใหม่นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ lactococcin A และ B โดยมีค่า bit-score ที่ 40.05 และ 36.58 ตามลำดับ การประเมินความปลอดภัยทาง in silico ยืนยันว่าสายพันธุ์ DRC3-2 ไม่เป็นพาหะของโรคในมนุษย์และไม่มีการต้านทานยาปฏิชีวนะ สรุปได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแบคทีเรียซิน DRC3-2 ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพในการใช้ป้องกันและรักษาการติดเชื้อ L. monocytogenes

การผลิตเชื้อต้นแบบ Lactic acid bacteria ในการผลิต Probiotic จากประเทศไทยที่สามารถใช้ในระบบผลิตปศุสัตว์

คณะเทคโนโลยีการเกษตร

การผลิตเชื้อต้นแบบ Lactic acid bacteria ในการผลิต Probiotic จากประเทศไทยที่สามารถใช้ในระบบผลิตปศุสัตว์

สารปฏิชีวนะ (Antibiotic) ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบการผลิตปศุสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นภูมิคุมกัน เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยและดูดซึมโภชนะ กระตุ้นการเจริญเติบโต ปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร และลดการเกิดการติดเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคท้องเสีย เป็นต้น นอกจากนั้น สารปฏิชีวนะยังมีส่วนช่วยในเรื่องของผลตอบแทนทางเศรฐกิจอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สารปฏิชีวนะที่ไม่ถูกวิธีก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการตกค้างของสารปฏิชีวนะในผลิตภัณฑ์ การดื้อยาในสัตว์และผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้หลายประเทศห้ามไม่ให้ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต เช่น สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น และยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่มีการวางแผนที่จะห้ามไม่ให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ เช่น ประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในขณะที่ประเทศไทยได้มีประกาศควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์โดยมีผลบังคับใช้ทั้งระดับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มที่ผสมอาหารสัตว์ใช้เองตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563 ดังนั้น การทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะด้วย Probiotic ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาเชื้อ Lactic acid bacteria ที่มีอยู่ในระบบทางเดินอาหารของไก่เนื้อ สุกร และโคเนื้อ ที่มีคุณสมบัติเป็น Probiotic ที่มีความเหมาะสมต่อการใช้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นเชื่อต้นแบบทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ Probiotic กลุ่ม Lactic acid bacteria จากต่างประเทศที่มักจะประสบปัญหาเรื่องอัตราการรอดชีวิตเมื่อนำไปใช้จริง