KMITL Expo 2026 Logo
Half Circle
All Innovation
Highlight 2025KMITL Expo 2025
Development
of
Carbon
Nanofiber
Composite
Materials
for
Supercapacitors
in
Energy
Storage
วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม
Development of Carbon Nanofiber Composite Materials for Supercapacitors in Energy Storage

Innovation Owner

SS

Somchai Sonsupap

Advisor

Details

This study presents the development of carbon-based multiphase metal oxide nanocomposites (CNF@MOx; M = Ag, Mn, Bi, Fe) incorporating silver, manganese, bismuth, and iron nanoparticles within polyacrylonitrile (PAN)-derived carbon nanofibers. These nanocomposites were fabricated via the electrospinning technique followed by annealing in an argon atmosphere. The resulting nanofibers exhibited a uniform structure, with diameters ranging from 559 to 830 nm and embedded nanoparticles of 9-21 nm. Structural characterization confirmed the presence of various oxidation states of metal oxides, which play a crucial role in charge storage mechanisms. Electrochemical performance testing demonstrated that CNF@Ag/Mn/Bi/Fe-20 achieved the highest specific capacitance of 156 F g⁻¹ at a scan rate of 2 mV s⁻¹ and exhibited excellent cycling stability, retaining over 96% of its capacitance after 1400 charge-discharge cycles. The synergistic combination of electric double-layer capacitance and redox-based charge storage enhances the performance of these nanofibers as promising electrode materials for supercapacitor applications.

Development of Carbon Nanofiber Composite Materials for Supercapacitors in Energy Storage

Objective

1. สังเคราะห์และพัฒนาเส้นใยนาโนคาร์บอนผสมออกไซด์ของโลหะหลายเฟส (CNF@MOx; M = Ag, Mn, Bi, Fe) โดยใช้เทคนิคอิเล็กโทรสปินนิ่งและผ่านการเผาแคลไซน์ในบรรยากาศอาร์กอน 2. วิเคราะห์โครงสร้างและสมบัติทางกายภาพของวัสดุที่สังเคราะห์ได้ เช่น ขนาดอนุภาค, รูพรุน, สถานะออกซิเดชันของโลหะออกไซด์ 3. ศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าเคมีของวัสดุที่สังเคราะห์ได้ เพื่อประเมินความสามารถในการเก็บประจุของตัวเก็บประจุยิ่งยวด 3. เปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัสดุอิเล็กโทรดที่สังเคราะห์ได้กับวัสดุที่มีอยู่ โดยพิจารณาค่าความจุจำเพาะ เสถียรภาพของรอบการชาร์จ-คายประจุ และกลไกการเก็บพลังงาน

ในปัจจุบัน ความต้องการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีการเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม เช่น น้ำมันและถ่านหิน มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor) ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะอุปกรณ์เก็บพลังงานที่มีความสามารถในการชาร์จ-คายประจุได้อย่างรวดเร็ว อายุการใช้งานยาวนาน และมีเสถียรภาพสูง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของตัวเก็บประจุยิ่งยวดในปัจจุบันคือความสามารถในการเก็บพลังงานที่ต่ำเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ ทำให้เกิดความจำเป็นในการพัฒนาวัสดุอิเล็กโทรดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โครงงานนี้มุ่งเน้นการพัฒนา เส้นใยนาโนคาร์บอนผสมออกไซด์ของโลหะหลายเฟส (CNF@MOx; M = Ag, Mn, Bi, Fe) โดยใช้เทคนิคอิเล็กโทรสปินนิ่งและกระบวนการแคลไซน์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บประจุของตัวเก็บประจุยิ่งยวด วัสดุที่ได้มีศักยภาพในการรวมกลไกการเก็บพลังงานแบบชั้นคู่ไฟฟ้า (Electric Double Layer Capacitance; EDLC) และกระบวนการรีดอกซ์ (Pseudocapacitance) ซึ่งช่วยเพิ่มค่าความจุจำเพาะและประสิทธิภาพของตัวเก็บประจุ เหตุผลที่ทำโครงการนี้ 1. ตอบสนองต่อความต้องการเทคโนโลยีการเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง – การพัฒนาตัวเก็บประจุยิ่งยวดที่สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้น จะช่วยให้สามารถนำไปใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น 2. การพัฒนาวัสดุอิเล็กโทรดที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูง – วัสดุที่พัฒนาขึ้นในโครงการนี้ใช้เส้นใยนาโนคาร์บอนร่วมกับโลหะออกไซด์ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีต้นทุนต่ำและสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก 3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเทคโนโลยีตัวเก็บประจุยิ่งยวด – การปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุอิเล็กโทรดจะช่วยให้ตัวเก็บประจุยิ่งยวดสามารถแข่งขันกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ดีขึ้นในแง่ของประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน 4. มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ – วัสดุที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า โครงการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตัวเก็บประจุยิ่งยวดและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พัฒนาวัสดุอิเล็กโทรดสำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 1. ได้วัสดุเส้นใยนาโนคาร์บอนผสมออกไซด์ของโลหะที่สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้น - เพิ่มค่าความจุจำเพาะและเสถียรภาพของตัวเก็บประจุยิ่งยวด - ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน 2. สนับสนุนการพัฒนาอุปกรณ์เก็บพลังงานที่สามารถใช้งานร่วมกับพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม - ลดข้อจำกัดของตัวเก็บประจุยิ่งยวดในแง่ของความสามารถในการเก็บพลังงาน - ลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเทคโนโลยีตัวเก็บประจุยิ่งยวด 3. วัสดุที่พัฒนาใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายและกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน - สามารถผลิตในปริมาณมากและนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ - สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า 4. สามารถนำวัสดุที่พัฒนาไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาและระบบเก็บพลังงานของยานยนต์ไฟฟ้า - เพิ่มความสามารถในการชาร์จและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า - เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง 5. เป็นพื้นฐานในการศึกษาการพัฒนาวัสดุอิเล็กโทรดชนิดใหม่สำหรับตัวเก็บประจุยิ่งยวด และช่วยขยายองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีและวัสดุศาสตร์