การวิจัยนี้ยืนยันถึงศักยภาพของเส้นใยไผ่ตงในฐานะวัตถุดิบที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรม สิ่งทอ โดยแสดงถึงคุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการใช้งานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนาที่สามารถส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืนและตอบสนองความต้องการในตลาดที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผสมผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับนวัตกรรมวัสดุ การวิจัยครอบคลุมการวิเคราะห์คุณสมบัติเส้นใย การพัฒนากระบวนการผลิต และการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาคุณสมบัติเส้นใยไผ่ตงสู่การผลิต 2)เพื่อศึกษาปัจจัยในการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่อสิ่งแวดล้อมจากเส้นใยไผ่ตง 3)เพื่อคาดการณ์อนาคตภาพในการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่อสิ่งแวดล้อมจากเส้นใยไผ่ตง ผลการวิจัยพบว่า ไผ่ตงอายุ 60 วันมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการแยกเส้นใย โดยมีขนาดเส้นใยเฉลี่ย 5.32 μm ซึ่งเล็กกว่าเส้นใยธรรมชาติชนิดอื่น ส่งผลให้มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นและระบายอากาศได้ดี เมื่อนำมาปั่นผสมกับเส้นใยพอลิเอสเตอร์รีไซเคิลในสัดส่วน 30:70 จะได้เส้นด้ายที่มีความแข็งแรงและผิวสัมผัสที่มีเอกลักษณ์ แม้ว่าคุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus จะอยู่ในระดับต่ำ แต่เส้นใยมีความขาวสะอาดและอ่อนนุ่ม และจากการวิเคราะห์ปัจจัยในการออกแบบผลิตภัณฑ์พบองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ วัสดุท้องถิ่น (Local Materials) ผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Products) สุขภาพ (Healthy) และความยั่งยืน (Sustainability) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมาก โดยสามารถอธิบายความพึงพอใจได้ร้อยละ 84.7 ทั้งนี้ กระบวนการผลิตที่พัฒนาขึ้นช่วยลดการใช้สารเคมีและของเสียอันตราย อีกทั้งการใช้ไผ่ตงซึ่งเป็นพืชโตเร็วยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาชีพในชุมชนชนของประเทศไทย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเส้นใยไผ่ตงผสมเส้นใยพอลิเอสเตอร์รีไซเคิลสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในด้านสุขภาพ การใช้วัสดุท้องถิ่น และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สีเขียว อีกทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต
โลกในยุคศตวรรษที่ 21 มีการเจริญเติบโตในด้านอุตสาหกรรมถึงขีดสุดแต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาในแง่ของมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติทำให้ผู้นำโลกต่าง ๆ (Springer Science +business Media & Springer, 2020) ดังจะเห็นในปี ค.ศ. 2015 มีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 25 (COP25) ณ กรุงปารีส นานาชาติรวม 197 ประเทศได้ตกลงที่จะร่วมมือกันรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ขึ้น(ชยนนท์ รักกาญจนันท์, 2564) และในปี ค.ศ. 2021 เป็นการประชุมในสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ โดยมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อควบคุมปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการผลักดันให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน: การประชุม COP26 ในกลาสโกว์ตกลงอะไรกันได้บ้าง - BBC News ไทย, 2564) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่มนุษย์โลกทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักถึงผลกระทบที่ร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ มากมาย (Arora & Mishra, 2021) อาทิเช่น อากาศร้อนจัด - หนาวจัด ทำให้เกิดอุทกภัยร้ายแรง ดินโคลนถล่ม และทำให้อากาศที่เปลี่ยนแปลงก่อให้โรคระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ซึ่งแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนล้มตายนับล้านคน และก่อให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ นอกจากนี้ภัยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังชี้ให้เห็นว่ามนุษย์พึ่งพาแหล่งพลังงานและสารตั้งต้นจากปิโตรเคมีเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป ทำให้เกิดการผันผวนของราคาพลังงานและปิโตรเคมีจนยากต่อการควบคุม หลายปีที่ผ่านมามนุษย์ได้ตระหนักถึงพิษภัยที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่าและการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่าทำให้เกิดผลกระทบในอนาคตอย่างมากมายจึงเริ่มให้ความสำคัญกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Nundy et al., 2021) จนทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) ที่ใช้หลักการลดของเสียเหลือน้อยที่สุด (Waste Minimization) สำหรับวิธีการแยกสารมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือการเปลี่ยนวัตถุดิบที่ทำให้เกิดผลพลอยได้ที่ไม่เป็นอันตราย รวมทั้งการลดปริมาณและความเข้มข้นขององค์ประกอบในของเสียด้วยการนำไปใช้ซ้ำ (Reuse) หรือการนำกลับไปใช้ใหม่ (Recycle) จนไม่สามารถนำของเสียไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว(สถาบันพัฒนาสิ่งทอ, n.d.) และล่าสุดความตื่นตัวในเรื่องของสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) (D’Amato & Korhonen, 2021) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน (ความเป็นมา – BCG Economy Model, 2563) ดังจะเห็นจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็น วาระแห่งชาติ” ที่จะพาไทยไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) BCG Model เป็นการรวบรวมห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของ 5 อุตสาหกรรม S-curves หลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร และการท่องเที่ยว บูรณาการเข้าด้วยกัน เป็นฐานการสร้างมูลค่าเพิ่มขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนใน GDP ถึงร้อยละ 21 และเกี่ยวข้องกับอาชีพและการจ้างงานของคนในประเทศมากกว่า 16.5 ล้านคน หัวใจสำคัญของ BCG Model คือ การพัฒนาแบบคู่ขนาน ทั้งในส่วนที่อาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาการระดับสูงสำหรับผลิตสินค้าและบริการมูลค่าสูง และการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเสริมความเข้มแข็งของทุนทางสังคมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะขยายผลไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move, 2565) ไผ่จัดเป็นวัสดุชีวภาพที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ (Rathour et al., 2022) เป็นพืชที่มีความสามารถกระจายพันธุ์ได้อย่างกว้างขวาง โตเร็ว สามารถหมุนเวียนและทดแทนต้นที่ถูกตัดได้เร็ว จึงถือเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพในการทดแทนสูงและยั่งยืน (Y. Liu & Hu, 2008) ซึ่งเข้ากับโมเดลเศรฐกิจ คือเป็นวัสดุชีวภาพ(Biomaterials) สามารถปลูกทดแทนหมุนเวียน(Circular) (วราพรรณ มะเรือง, 2564) หากนำเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Production) ในประเทศไทยพบชนิดไผ่ที่หลากหลายสายพันธุ์มีทั้งที่พบอยู่ตามธรรมชาติและปลูกเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจในทั่วทุกภูมิภาค ปัจจุบัน พบไผ่ 13 สกุล 69 ชนิด ไผ่เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตในด้านอาหารการกิน เครื่องมือ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องจักรสานหัตถกรรม นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน (ถาวร บุญราศรี, 2557) ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากเส้นใยไผ่เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ใช้ไผ่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น และใช้เทคโนโลยีการผลิตเส้นใยไผ่ในรูปแบบเส้นใยธรรมชาติ (วราพรรณ มะเรือง, 2564) เนื่องจากเส้นใยไผ่เป็นเส้นใยที่มีความยาว มีความเป็นรูพรุนมาก ดูดซับความชื้นได้ดี และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันรังสียูวี (Chen et al., 2022) (Prakash, 2020) ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีเยื่อไผ่เป็นส่วนผสมมักเป็นใยไผ่ที่ผ่านการแปรรูปโดยกระบวนการที่ใช้สารเคมี ประเทศที่มีการผลิตสิ่งทอโดยใช้เส้นใยจากไผ่ในเชิงพาณิชย์แล้ว ได้แก่ ประเทศจีน ซึ่งเป็นการผลิตเส้นใยไผ่แบบกึ่งสังเคราะห์ด้วยการนำเยื่อจากไม้ไผ่มาทำละลายด้วยสารเคมีแล้วฉีดออกมาเป็นเส้นใยด้วยระบบอุตสาหกรรม (Shen et al., 2004) ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของใยไผ่หากพัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถลดการใช้สารเคมีลงได้จะทำให้เส้นใยไผ่จากธรรมชาติเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในแง่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ใช้สอยที่มีความสัมพันธ์กับการออกแบบและวิถีชีวิตของชุมชน จากการศึกษาข้อมูลองค์ประกอบทางเคมีของเส้นใยไผ่ ประกอบด้วย เซลลูโลส(cellulose) เฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) และลิกนิน (lignin) โดยเซลลูโลส (cellulose) เป็นส่วนของผนังเซลล์ (cell wall) มีลักษณะเป็นเส้นใยที่มีความละเอียดมีขนาดเล็ก ปริมาณของเซลลูโลส(cellulose) จะลดลงเมื่อไผ่มีอายุมากขึ้น ส่วนเฮมิเซลลูโลสและลิกนินมีลักษณะเป็นสารแทรกทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและทำให้เส้นใยยึดเกาะกันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อไผ่มีอายุมากขึ้น (Chen et al., 2022a) จากการศึกษาไผ่ที่มีอายุ 2-4 ปี พบว่า ขนาดและความยาวของเส้นใยไผ่จะแปรผันไปตามอายุ โดยไผ่ที่มีอายุน้อยจะมีขนาดเส้นใยเล็ก แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีขนาดและความยาวของเส้นใยเพิ่มขึ้นโดยไผ่จะเจริญเติบโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 3 ปี (NA Sadiku* & SO Bada, 2017) เส้นใยไผ่จากธรรมชาติเป็นเส้นใยหยาบและมีความแข็งกระด้าง การทำให้ได้เส้นใยไผ่ที่มีความละเอียดและอ่อนนุ่มจำเป็นต้องใช้กระบวนต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนดังนี้ คือ แช่กรด และแช่ด่าง จากนั้นต้มด้วยโซดาไฟ โซเดียมไตรฟอสเฟต โซเดียมซัลไฟต์ และสารช่วยดูดซึม (L. Liu et al., 2011a) การแยกเส้นใยไผ่ที่มีอายุ 1-4 ปี ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันพบว่าการต้มด้วยโซดาไฟความเข้มข้น 16 กรัมต่อลิตรและฟอกขาวด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และปรับสภาพเส้นใยด้วยสารทำให้นุ่มจึงจะได้เส้นใยที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย (Thompson, 2020) จากการศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติการต้านแบคทีเรียของเส้นใยไผ่กึ่งสังเคราะห์ (Regenerate Bamboo) และเส้นใยไผ่ธรรมชาติ(natural bamboo) พบว่า เส้นใยไผ่กึ่งสังเคราะห์มีความสามารถในการต้านทานแบคทีเรียได้ต่ำกว่าเส้นใยไผ่จากธรรมชาติ ทั้งนี้เนื่องจากเส้นไผ่กึ่งสังเคราะห์ต้องใช้กระบวนการผลิตโดยใช้สารเคมีหลายขั้นตอน ทำให้สารที่ทำหน้าที่ยับยั้งแบคทีเรียในไผ่ถูกกำจัดออกจึงทำให้ความสามารถในการต้านแบคทีเรียลดลง (Prang Rocky & Thompson, 2021) จากข้อมูลและผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่าไผ่มีขนาดของเส้นใยและปริมาณลิกนินเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไผ่ที่มีอายุมากจะมีเส้นใยที่หยาบและแข็งเนื่องจากลิกนินที่ยึดเกาะผนังเส้นใยไผ่ การแยกเส้นใยไผ่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ใช้ไผ่ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับไผ่อ่อนที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี แม้ว่าจะเป็นไผ่ที่มีเนื้ออ่อน ปริมาณลิกนินต่ำ และง่ายต่อการเตรียมวัตถุดิบ เนื่องจากยังไม่มีการแตกแขนง นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากไผ่ในแต่ละช่วงอายุยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรได้ เช่น การขายหน่อไม้เพื่อเป็นอาหาร การใช้ไผ่ลำอ่อนเพื่อแยกเส้นใย และการนำไผ่ที่โตเต็มวัยไปใช้ในอุตสาหกรรมหัตถกรรม วัสดุก่อสร้าง โครงสร้าง และชีวมวล จากเหตุผลดังกล่าว งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาไผ่ตง (Dendrocalamus asper) ซึ่งเป็นไผ่เศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไผ่ตงมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยที่ยาวและเหนียว ทำให้เหมาะสำหรับการผลิตสิ่งทอ (Liese & Köhl, 2015) นอกจากนี้ ไผ่ตงยังเป็นพืชที่เติบโตเร็ว สามารถปลูกได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ส่งผลให้เป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นใยสิ่งทอที่ยั่งยืน (Chen et al., 2022) โดยทั่วไป การแยกเส้นใยไผ่ที่มีประสิทธิภาพมักใช้กระบวนการทางเคมีที่ต้องใช้สารเคมีเข้มข้นและหลายขั้นตอน ซึ่งใช้ระยะเวลานานและอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Liese & Köhl, 2015) ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการแยกเส้นใยไผ่ตงโดยศึกษาความสัมพันธ์ของอายุไผ่ระหว่าง 30–120 วัน ซึ่งเป็นไผ่ลำอ่อน และใช้สารละลายด่างที่มีความเข้มข้นต่ำเพื่อให้ได้เส้นใยที่อ่อนนุ่มและคงคุณสมบัติที่โดดเด่นของเส้นใยไว้ จากนั้นจะนำเส้นใยที่ได้ไปศึกษาสมบัติทางกายภาพและนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายเพื่อแปรรูปเป็นผืนผ้าและวิเคราะห์ปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและองค์ความรู้ทางวิชาการ

คณะวิศวกรรมศาสตร์
ระบบขนส่งทางรางมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของประชาชนรวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรางไปทั่วประเทศ ทั้งนี้การขยายตัวแบบก้าวกระโดดดังกล่าว ย่อมส่งผลให้มลภาวะทางเสียงและการสั่นสะเทือนจากทางรถไฟมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งมลภาวะดังกล่าวอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ ในต่างประเทศการแก้ปัญหาทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันคือการลดเสียงที่แหล่งกำเนิดหรือการปรับการสั่นสะเทือนด้วยการใส่แท่งสลายพลังงาน (Track Damper) ที่รางรถไฟโดยถือเป็นข้อแนะนำในการแก้ปัญหาเรื่องเสียงและการสั่นสะเทือนในหลายประเทศในทวีปยุโรปและออสเตรเลียเนื่องจากมีราคาถูกและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัท AUT ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญคือแท่งดังกล่าวให้กับเจ้าของเทคโนโลยีส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 300,000 ชิ้นและมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของระบบรางทั่วโลก โดยวัสดุส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศเป็นวัสดุสังเคราะห์ซึ่งมีแหล่งกำเนิดที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยเพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการแทนที่เนื้อวัสดุบางอย่างด้วยวัสดุที่ในประเทศสองชนิดคือยางพาราและเศษยางรถยนต์เก่า และเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความอัจฉริยะด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดและวิเคราะห์การเคลื่อนผ่านของการรถไฟด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์และไอโอที ทำให้นอกจากเพิ่มมูลค่าจากความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วระบบเซ็นเซอร์ฝังตัวอัจฉริยะยังสามารถใช้เป็นระบบตรวจวัดเพื่อการแจ้งเตือนและเป็นข้อมูลเพื่อวางแผนบำรุงรักษาได้อีกด้วย ทั้งนี้ในการดำเนินงานวิจัยจะมีการทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตและการทดสอบ ยกระดับจาก TRL 8-9 ในฐานะผู้ผลิตบางชิ้นส่วนของผู้ประกอบการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในระดับ TRL 7-8 เพื่อการแข่งขันในตลาดระบบรางระดับสากลต่อไป

คณะวิศวกรรมศาสตร์
ระบบสร้างภาษามือไทยเชิงกำเนิดมีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์ม การสร้างแบบจำลอง 3 มิติและแอนิเมชัน ที่สามารถแปลง ประโยคภาษาไทยเป็นท่าทางภาษามือไทย (TSL) ที่ถูกต้องและเป็นธรรมชาติ โครงการนี้ช่วยเสริมสร้างการสื่อสารสำหรับ ชุมชนผู้บกพร่องทางการได้ยินในประเทศไทย โดยใช้แนวทางที่อิงกับ แลนมาร์ก (Landmark-Based Approach) ผ่านการใช้ Vector Quantized Variational Autoencoder (VQVAE) และ Large Language Model (LLM) ในการสร้างภาษามือ ระบบเริ่มต้นด้วยการ ฝึกโมเดล VQVAE โดยใช้ข้อมูลแลนมาร์กที่สกัดจากวิดีโอภาษามือ เพื่อให้โมเดลเรียนรู้ การแทนค่าแบบแฝง (Latent Representations) ของท่าทางภาษามือไทย หลังจากนั้น โมเดลที่ฝึกแล้วจะถูกใช้เพื่อ สร้างลำดับแลนมาร์กของท่าทางเพิ่มเติม ซึ่งช่วยขยายชุดข้อมูลฝึกโดยอ้างอิงจาก BigSign ThaiPBS Dataset เมื่อชุดข้อมูลได้รับการขยายแล้ว ระบบจะทำการ ฝึก LLM เพื่อสร้างลำดับแลนมาร์กที่ถูกต้องจากข้อความภาษาไทย โดยลำดับแลนมาร์กที่ได้จะถูกนำไปใช้ สร้างแอนิเมชันของโมเดล 3 มิติใน Blender เพื่อให้ได้ท่าทางภาษามือที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ โครงการนี้ถูกพัฒนาด้วย Python โดยใช้ MediaPipe สำหรับการสกัดแลนมาร์ก OpenCV สำหรับการประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ และ Blender’s Python API สำหรับสร้างแอนิเมชัน 3 มิติ ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI, การเข้ารหัสผ่าน VQVAE และการสร้างแลนมาร์กด้วย LLM ระบบนี้มุ่งหวังที่จะ เชื่อมช่องว่างระหว่างข้อความภาษาไทยและภาษามือไทย เพื่อมอบแพลตฟอร์มการแปลภาษามือแบบโต้ตอบ ในเวลาจริง ให้กับชุมชนผู้บกพร่องทางการได้ยินในประเทศไทย

คณะวิทยาศาสตร์
โรคลิสเตอรีโอซิส (Listeriosis) เป็นโรคที่เกิดจากอาหารซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงเกิน 30% โดยเกิดจากเชื้อ Listeria monocytogenes งานวิจัยนี้ได้ทำการประเมินแบคทีเรียกรดแลกติก (Lactic Acid Bacteria หรือ LAB) จำนวน 160 สายพันธุ์ที่แยกได้จากปูดองของไทย เพื่อตรวจสอบศักยภาพในการยับยั้ง L. monocytogenes รวมถึงคุณสมบัติของโพรไบโอติกและลักษณะทางโพรไบโอจีโนมิกส์ (Probiogenomic) ในกลุ่มสายพันธุ์เหล่านี้ สายพันธุ์ DRC3-2 มีฤทธิ์ในการผลิตแบคเทอริโอซิน DRC3-2 ซึ่งสามารถยับยั้ง L. monocytogenes ATCC 19115 ได้อย่างมีนัยสำคัญในการทดสอบแบบ spot-on-lawn การวิเคราะห์ทางฟีโนไทป์และจีโนมเผยให้เห็นว่าสายพันธุ์ DRC3-2 สามารถเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมที่มี NaCl 2-6% ค่า pH ระหว่าง 3 ถึง 9 และอุณหภูมิระหว่าง 25 ถึง 45°C จากการวิเคราะห์ค่า Average nucleotide identity (ANI) และ Digital DNA-DNA hybridization (dDDH) พบว่าสายพันธุ์ DRC3-2 ถูกจัดประเภทเป็น Lactococcus lactis subsp. hordinae การผลิตแบคเทอริโอซิน DRC3-2 จะสูงสุดในช่วงปลายของระยะ stationary phase หลังจากที่มีการสังเคราะห์ในช่วงต้นของระยะ exponential phase การวิเคราะห์ด้วย BAGEL4 พบว่าแบคเทอริโอซิน DRC3-2 ที่คาดว่าเป็นแบคเทอริโอซินชนิดใหม่นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ lactococcin A และ B โดยมีค่า bit-score ที่ 40.05 และ 36.58 ตามลำดับ การประเมินความปลอดภัยทาง in silico ยืนยันว่าสายพันธุ์ DRC3-2 ไม่เป็นพาหะของโรคในมนุษย์และไม่มีการต้านทานยาปฏิชีวนะ สรุปได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแบคทีเรียซิน DRC3-2 ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพในการใช้ป้องกันและรักษาการติดเชื้อ L. monocytogenes